ลองอ่านดูครับ ประดักประเดิดอย่างไรบ้าง

ลองอ่านดูครับ ประดักประเดิดอย่างไรบ้าง

กระไอลมร้อนราวจะแผดเผาทุกอย่างให้หลอมละลาย พาให้ใจคนร้อนผ่าวไปด้วยกับความร้อนระอุนั้นเริ่มลดลงเมื่ออาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า ลมพรูเข้ามาทางช่องหน้าต่างปะทะใบหน้าที่กำลังชะเง้อชมความงามของแสงสีแห่งนภางค์ยามอัสดง หมู่เมฆประปรายแต่งแต้มสีสด ส้ม แดง ชมพู ม่วง ฟ้าคราม น้ำเงิน ราวกับจิตรกรฝีมือเอกตวัดป้ายพู่กันลงบนผืนผ้าใบผืนใหญ่  เมฆบางกลุ่มจินตภาพเห็นเป็นนก กระต่าย ปราสาทอันไพจิตรอร่ามเรืองรอง ต่างๆ นานา ไกลโพ้นออกไปเลือนลางเป็นแนวทิวเทือกเขา สลับกับเงาตะคุ่มของไม้ไพรเป็นระยะๆ ครั้นแล้วบนฟากฟ้าผ่านไปด้วยฝูงสกุณาจับหมู่โผผินกลับรังไกลห่างหายไปลิบๆ

.... แล้วอาทิตย์ก็ลาลับลง ลำแสงสาดสุดท้ายกระจ่างขึ้นเป็นชั่วครู่ ทิวทัศน์ไกลๆโน้นลางเลือนเเห็นป็นเงาทึมตะคุ่ม ....

เสียงล้อเหล็กกระทบรางกึงกัง กระชากโยกเป็นจังหวะ แล้วก็แผดหวูดยาวเป็นสัญญาณเมื่อกำลังจะเข้าสู่ช่วงสะพานเหล็กข้ามลำห้วย ตลอดริมทางรางอันเป็นฉากหน้าของภูมิทัศน์ นอกจากเป็นพุ่มไม้ ป่าละเมาะบ้าง ไม้ใหญ่บ้าง ซึ่งมีลักษณะราวกับมีขาโกยวิ่งสวนกับขบวนโบกี้อย่างรวดเร็ว จนมองแทบไม่ทัน บางครั้งผ่านหมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อย บ้างเป็นเรือนหลังเดี่ยวอยู่โดดในอ้อมกอดของหมู่พรรณไม้รกเรื้อ  บ้างเป็นกระท่อมปลายนาอยู่ตามลำพัง ใกล้กันนั้นคือลอมฟาง มีคันโพง ยอยกอวดทรงอยู่ริมหนองน้ำ ลำประโดง  นานๆ เห็นเจ้าทุยยืนนิ่งอยู่ในคอก ใกล้กันเป็นกองไฟสุมไล่ยุงให้เจ้าทุยเพื่อนยากในเงาซึ่งเริ่มสลัวนั้น ยังพินิจเห็นได้ว่าบางบ้านเป็นแสงไฟจากหลอดไฟสว่างจนเห็นภายในผ่านช่องประตูหน้าต่าง  บางเรือนมีแสงวับแวมๆ สีเหลืองส้มจากตะเกียง

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าเหล่านั้นและอากาศที่ค่อยๆ เย็นลงยิ่งกลับทำให้เกิดความรู้สึกเหงา .....

ในความเหงานั้น คิดถึงบ้านที่จากมาอยู่ข้างหลัง ในช่วงเวลานี้ ยามนี้ พ่อ แม่ พี่น้อง คงกำลังนั่งร่วมวงกินข้าว พูดคุยกันอย่างมีความสุข เหมือนกับบ้านเรือนระรายทางที่มีแสงไฟและควันจากท้ายเรือนอ้อยอิ่งจับกลุ่มลอยขึ้นออกไปนอกเหนือหลังคา ซึ่งน่าจะเป็นควันไฟจากแม่ครัวกำลังหุงข้าวทำกับข้าวกับปลามื้อเย็นให้กับครอบครัว แต่เขากลับมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว ผู้เดียวตามลำพัง บนโบกี้รถไฟซึ่งห่างไกลจากครอบครัวร่วมพันกิโลเมตร

ความเหงาเกาะกุมหัวใจจนสะท้าน ....

30 ความคิดเห็น

 
มังกรดำ

อ่านแล้ว ทำให้คนอ่านมโนตาม เห็นเป็นจินตภาพ พอได้หรือไม่ครับ

 
บีเว่อร์

เพราะมากเลยพี่มังกรดำ อ่านแล้วอินอ่ะ 14

 
มังกรดำ

เคยแต่เขียนเรื่องสั้นๆ คราวนี้ ว่าจะเขียนเรื่องยาวๆ

 
มังกรดำ

เมื่อความมืดแห่งรัตติกาลปกคลุมไปทั่ว จนไม่อาจเห็นสิ่งใดได้นอกจากเงาทะมึนทึบ และลมกระโชกเย็นมากขึ้นจนรู้สึกเริ่มหนาว เขาเบี่ยงตัวกลับออกมาจากหน้าต่าง เอนหลังพิงพนักที่นั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งทอดตัวเหยียดขายาว แต่พอนึกได้ว่าตรงกันข้ามมีผู้อื่นนั่งอยู่จึงยิ้มให้อีกฝ่ายแบบกระดากเชิงขอโทษ พร้อมกับชักขากลับมานั่งให้สำรวมมากขึ้น

“ขอโทษครับ” เขาเอ่ยปาก

“ไม่เป็นไร เหยียดขาได้ นั่งมานานๆ หลายชั่วโมงอย่างนี้ไม่เมื่อยก็ไม่ใช่แล้ว” 

“ขอบคุณครับ”

แปลกที่ว่า ทั้งสองคนแม้จะเป็นผู้โดยสารซึ่งขึ้นรถไฟมาด้วยกันตั้งแต่สถานีหัวลำโพงตลอดตั้งแต่เช้ามืดจนป่านนี้ แต่มิได้ปริปากสนทนาอันใดกันมากนัก นอกจากกล่าวทักทายกันบ้างสองสามคำ ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วนอกจากหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาอ่าน ก็จะพิงหลังหลับตาเหมือนจะหลับจริงจังยาวเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง ส่วนเขาเองเล่าก็กำลังอยู่ในภวังค์และอารมณ์ซึ่งตกตะกอนด้วยความเหนื่อยอ่อนระโหยและเศร้าโศกเนื่องจากความสูญเสียที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสองวันก่อนยังมิได้จางหายหรือลดลงแม้แต่น้อย จึงอยากอยู่แบบเงียบๆ ไม่ต้องการพูดกับใคร ปล่อยให้ใจลอยล่องไปถึงเรื่องราวย้อนหลังในครั้งนั้น.....

 
มังกรดำ

เมื่อความมืดแห่งรัตติกาลปกคลุมไปทั่ว จนไม่อาจเห็นสิ่งใดได้นอกจากเงาทะมึนทึบ และลมกระโชกเย็นมากขึ้นจนรู้สึกเริ่มหนาว เขาเบี่ยงตัวกลับออกมาจากหน้าต่าง เอนหลังพิงพนักที่นั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งทอดตัวเหยียดขายาว แต่พอนึกได้ว่าตรงกันข้ามมีผู้อื่นนั่งอยู่จึงยิ้มให้อีกฝ่ายแบบกระดากเชิงขอโทษ พร้อมกับชักขากลับมานั่งให้สำรวมมากขึ้น

“ขอโทษครับ” เขาเอ่ยปาก

“ไม่เป็นไร เหยียดขาได้ นั่งมานานๆ หลายชั่วโมงอย่างนี้ไม่เมื่อยก็ไม่ใช่แล้ว” 

“ขอบคุณครับ”

แปลกที่ว่า ทั้งสองคนแม้จะเป็นผู้โดยสารซึ่งขึ้นรถไฟมาด้วยกันตั้งแต่สถานีหัวลำโพงตลอดตั้งแต่เช้ามืดจนป่านนี้ แต่มิได้ปริปากสนทนาอันใดกันมากนัก นอกจากกล่าวทักทายกันบ้างสองสามคำ ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วนอกจากหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาอ่าน ก็จะพิงหลังหลับตาเหมือนจะหลับจริงจังยาวเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง ส่วนเขาเองเล่าก็กำลังอยู่ในภวังค์และอารมณ์ซึ่งตกตะกอนด้วยความเหนื่อยอ่อนระโหยและเศร้าโศกเนื่องจากความสูญเสียที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสองวันก่อนยังมิได้จางหายหรือลดลงแม้แต่น้อย จึงอยากอยู่แบบเงียบๆ ไม่ต้องการพูดกับใคร ปล่อยให้ใจลอยล่องไปถึงเรื่องราวย้อนหลังในครั้งนั้น.....

“ลงสถานีไหนหรือครับ ?” ชายผู้นั้นเริ่มบทสนทนากลายๆ

“อืม…” เขาพึมพำในลำคอเบาๆ ด้วยตัวเองยังตัดสินใจไม่ได้ นึกไม่ออกว่ากำลังจะไปที่ไหน ตั๋วรถไฟนั้นซื้อเอาไว้สถานีสุดชายแดนปักษ์ใต้ แต่ที่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ปลงใจไว้ ตลอดรายทางที่ผ่านมาแต่ละสถานีมีบางสถานีที่เขาคิดจะคว้าเป้ใบเดียวที่นำติดตัวมาลงจากขบวนรถ แต่แล้วก็ห้ามตัวเองไว้ ด้วยใจลึกข้างในบอกว่ายังไม่ไกลพอ ต้องไปให้ไกลกว่านี้ ..... ไปให้ไกลที่สุด ..... ไปให้ไกลจากความเจ็บปวด ....

ชายวัยกลางคนเอียงคอมองแบบสงสัยอยู่บ้าง เข้าใจเอาเองว่าคงพูดเบากระทั่งเสียงล้อบดรางรถไฟดังกลบจนเขาไม่ได้ยิน จึงเอ่ยถามซ้ำ “จะไปไหนครับ”

“ไม่รู้.....” เขาเผลอพึมพำออกมาเบาๆ คู่สนทนาหรี่ตามองอย่างสนเท่ห์แล้วก็เงียบไปด้วยรักษามารยาทที่ไม่น่าเซ้าซี้กับผู้ร่วมเดินทางแปลกหน้าซึ่งมิเคยรู้จัก

………………..

 
มังกรดำ

คุณหมอ (คนอื่นด้วยครับ)

อยากให้ชายหนุ่มคนนี้ ลงที่สถานีอะไรดีครับ ?

ช่วยหาโลเกชั่นให้หน่อย

 
มังกรดำ

เอาแบบว่า สถานีที่จะลงไปใช้ชีวิตต่อจากที่ผิดหวัง มีโลเกชั่นที่ชวนให้แต่งเรื่องต่อได้มากๆ น่ะครับ

 
มังกรดำ

ถ้าเป็นสถานีที่ไม่ห่างจากกรุงเทพ มาก ก็จะต้องเปลี่ยนเวลาในตอนขึ้นขบวรถใหม่

 
บีเว่อร์

พึ่งเห็นครับพี่มังกรดำ เด๋วพรุ่งนี้มาตอบ

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

 
Chow

บ้างเป็นกระท่อมปลายนาอยู่ตามลำพัง ใกล้กันนั้นคือลอมฟาง

ลอมฟาง....

คืออะไร.....

ต้องขออภัยเรียนถามท่านมังกรดำ...สักนิดนะขอรับ

เขียนได้ดีครับ...

 
619

ลอมฟางแบบนี้ครับ  เอามาอบไก่ได้ครับแต่อย่าทำใกล้กองฟางละสะเก็ตไฟไปถูกไหม้ทั้งกองเลยนะ

 

 
Chow

ลอม=กอง.....ใช่มั้ยครับท่านเดฟ....

.....21

 
อุลต้าแมว

1000 กม. คงต้องเลยชุมทางหาดใหญ่ ไปแถวๆโคกโพธิ์ ปัตตานี หรือไม่ก็ปลายทางชายแดนที่

สุไหง โกลก ละครับ...14

 
อุลต้าแมว

ภาพประกอบ..

 
บีเว่อร์

สถาณีสุไหงโกลก โลดครับพี่มังกรดำ

ภาพของคุณอุลต้าแมวสวยยยย

14

 
The Kingdom

ด้วยความเคารพครับ ไม่ได้จะจับผิดอะไรนะครับ

หากปลายทางเป็นสุไหงโกลก อาจต้องปรับเวลาเดินทางใหม่ เพราะขบวนรถไปโกลกมีเที่ยว บ่ายโมง (รถเร็ว) กับบ่าย 3.10 (ด่วนพิเศษ) ไม่มีเที่ยวจากหัวลำโพงเช้ามืด ผมประมาณว่ารถเร็วบ่ายโมงน่าจะไปย่ำค่ำในเขตจังหวัดประจวบ

แถวนี้ข้างทางมีทัศนียภาพเป็นอย่างไรเมื่อมองจากขบวนรถไฟออกไป เห็นอย่างที่บรรยายไหม

จินตนาการกับ fact หากมันลงตัวแล้ว มันคือ ความยิ่งใหญ่ครับ

 
The Kingdom

ต่ออีกนิดครับ หากมีลมพรูเข้ามายามอาทิตย์ตกไป ขบานรถไฟก็น่าจะวิ่งไม่ห่างจากทะเลมาก มีลมทะเลพัดเข้ามาคลายร้อนได้

นั่งรถไฟ มันมีลมพัดเข้ามาตลอดขณะรถไฟวิ่ง ที่ว่าร้อนระอุมันเหมือนเราเดินกลางทุ่งท่ามกลางเปลวแดด ที่ความร้อนมันแผ่ไปทั่วบริเวณใกล้เคียงกัน หรืออยู่ในห้องปิด บนขบวนรถไฟที่มีลมร้อนพัดผ่าน น่าจะเป็นร้อนแบบอื่นครับ

 
มังกรดำ

ขอแก้ไขช่วงเวลาใหม่ครับ

ตามนี้

===================

มื่อความมืดแห่งรัตติกาลปกคลุมไปทั่ว จนไม่อาจเห็นสิ่งใดได้นอกจากเงาทะมึนทึบ และลมกระโชกเย็นมากขึ้นจนรู้สึกเริ่มหนาว เขาเบี่ยงตัวกลับออกมาจากหน้าต่าง เอนหลังพิงพนักที่นั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งทอดตัวเหยียดขายาว แต่พอนึกได้ว่าตรงกันข้ามมีผู้อื่นนั่งอยู่จึงยิ้มให้อีกฝ่ายแบบกระดากเชิงขอโทษ พร้อมกับชักขากลับมานั่งให้สำรวมมากขึ้น

“ขอโทษครับ” เขาเอ่ยปาก

“ไม่เป็นไร เหยียดขาได้ นั่งมานานๆ หลายชั่วโมงอย่างนี้ไม่เมื่อยก็ไม่ใช่แล้ว” 

“ขอบคุณครับ”

แปลกที่ว่า ทั้งสองคนแม้จะเป็นผู้โดยสารซึ่งขึ้นรถไฟมาด้วยกันตั้งแต่สถานีหัวลำโพงตลอดช่วงบ่ายจนป่านนี้ แต่มิได้ปริปากสนทนาอันใดกันมากนัก นอกจากกล่าวทักทายกันบ้างสองสามคำ ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วนอกจากหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาอ่าน ก็จะพิงหลังหลับตาเหมือนจะหลับจริงจังยาวเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง ส่วนเขาเองเล่าก็กำลังอยู่ในภวังค์และอารมณ์ซึ่งตกตะกอนด้วยความเหนื่อยอ่อนระโหยและเศร้าโศกเนื่องจากความสูญเสียที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสองวันก่อนยังมิได้จางหายหรือลดลงแม้แต่น้อย จึงอยากอยู่แบบเงียบๆ ไม่ต้องการพูดกับใคร ปล่อยให้ใจลอยล่องไปถึงเรื่องราวย้อนหลังในครั้งนั้น.....

“ลงสถานีไหนหรือครับ ?” ชายผู้นั้นเริ่มบทสนทนากลายๆ

“อืม…” เขาพึมพำในลำคอเบาๆ ด้วยตัวเองยังตัดสินใจไม่ได้ นึกไม่ออกว่ากำลังจะไปที่ไหน ตั๋วรถไฟนั้นซื้อเอาไว้สถานีสุดชายแดนปักษ์ใต้ แต่ที่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ปลงใจไว้ ตลอดรายทางที่ผ่านมาแต่ละสถานีมีบางสถานีที่เขาคิดจะคว้าเป้ใบเดียวที่นำติดตัวมาลงจากขบวนรถ แต่แล้วก็ห้ามตัวเองไว้ ด้วยใจลึกข้างในบอกว่ายังไม่ไกลพอ ต้องไปให้ไกลกว่านี้ ..... ไปให้ไกลที่สุด ..... ไปให้ไกลจากความเจ็บปวด ....

ชายวัยกลางคนเอียงคอมองแบบสงสัยอยู่บ้าง เข้าใจเอาเองว่าคงพูดเบากระทั่งเสียงล้อบดรางรถไฟดังกลบจนเขาไม่ได้ยิน จึงเอ่ยถามซ้ำ “จะไปไหนครับ”

“ไม่รู้.....” เขาเผลอพึมพำออกมาเบาๆ คู่สนทนาหรี่ตามองอย่างสนเท่ห์แล้วก็เงียบไปด้วยรักษามารยาทที่ไม่น่าเซ้าซี้กับผู้ร่วมเดินทางแปลกหน้าซึ่งมิเคยรู้จัก

………………..

 
มังกรดำ

ขอบคุณ คุณ The Kingdom

ผมจะปรับเวลาอีกที

ส่วนเรื่องสิ่งที่เห็นจากหน้าต่างรถไฟเป็นจินตนาการให้บทเขียน จากประสบการณ์ที่เคยผ่านตามา

.

แต่ทึ่งตรงที่คุณโฟกัสไปที่ ประจวบ ใจหนึ่งก็อยากลงสถานีจังหวัดแถวนั้น ชุมพร ประจวบ

แต่มันพะวักพะวนใจอยู่ ......

(หากไปลงสุราษฏร์ ตัวละครที่ตามมาในต่อๆ ไป อาจต้องมี เทือก)

 
The Kingdom

ผมดึงเอาจากความทรงจำเมื่อหลายสิบปีก่อนหรืออาจจะยี่สิบกว่าปีแล้วก็ได้ครับ ผมคล้าย ๆ ว่าจะมองเห็นทะเลจากหน้าต่างรถไฟตอนใกล้ ๆ มืด แถวนั้นน่าจะเป็นแถว ๆ ประจวบมัง เพราะประจวบเป็นจังหวัดที่ยาวมาก ๆ วิ่งกว่าจะพ้นได้นี่นานจริง ๆ

บางคนเขาเคยเขียนว่านั่งรถไฟไปสว่างแถว ๆ ทุ่งสง แต่ผมไม่ทราบว่าขบวนนี้ออกจากหัวลำโพงเวลาไหน

ตอนนั่งรถไฟขึ้นเหนือ ผมเคยมีอารมณ์คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน คือ อยากลงสถานีที่ไม่มีชื่อ แต่ดูแล้วแถวนั้นสวยมาก

ได้แต่คิด เพราะไม่รู้จะไปต่อยังไงจนถึงสุดทางที่เชียงใหม่

เดี๋ยวนี้อยู่แต่กับบ้านครับ อย่างมากก็เดินจากบ้านไปร้านหนังสือรัศมีไม่เกิน 2 กิโล 09

 
The Kingdom

อาจจะแถว ๆ นี้มังครับ จำไม่ค่อยได้

 
The Kingdom

มันมีคำพูดปลุกขวัญสำหรับนักเดินทาง (ผู้ชาย) อยู่ว่า

บุรุษผู้กลับมาจากการเดินทาง เขาจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

มิน่า ใครที่มีเมียแล้ว เมียเลยไม่อยากให้ไปไหน (คนเดียว)

กลัวจะไม่เหมือนเดิม 09

 
มังกรดำ

งั้นผมก็เปลี่ยนไปตลอดชีวิตเลย

เดินทางบ่อยมาก

 
มังกรดำ

ต่อครับ

=====

ปีนั้น .... พ.ศ. 2512  

“ครูอยู่ไหมครับ ?” 

เด็กสาวผมยาวประบ่าที่นั่งหันหลังให้กับประตูเหมือนไม่ได้ยินเสียงถามนั้น ยังคงง่วนอยู่กับพิมพ์ดีดรัวเป็นข้าวตอกแตก เมื่อเธอขยับมือจะปัดแคร่พิมพ์ดีดอีกครั้งเพื่อขึ้นย่อหน้าใหม่ เขาเดินใกล้ขึ้นไปอีกนิด ถามซ้ำคำถามเดิม เด็กสาวหันมาตอบสั้นๆ “ไม่อยู่ค่ะ เดี๋ยวกลับ...” แล้วก็ก้มหน้าเคาะแป้นพิมพ์ดีดต่อไป โดยไม่สนใจผู้ที่เดินเข้ามา 

เขายืนยังเล เก้ๆ กังๆ ด้วยอาการประหม่านิดหน่อย ถอนหายใจแก้เขิน เพราะเจตนาที่เดินเข้ามาในห้องนี้ไม่ได้มาหาคนอื่น ก่อนหน้านี้เขาขับมอเตอร์ไซค์เพื่อไปตลาด ก่อนจะถึงตลาดแค่ไม่กี่เมตรเขาบิดมือเร่งเครื่องนิดหน่อยเนื่องจากเริ่มมีเม็ดปรอยฝนเล็กๆ มีเค้าว่าน่าจะตกหนักในอีกไม่ช้า ขณะที่กำลังแซงรถจักรยานคันข้างหน้าสายตาสะดุดกับเจ้าของรถจักรยานคั้นนั้นที่กำลังเร่งปั่นล้อเพื่อหนีฝนเช่นกัน ลมกรรโชกแรงจนเส้นผมยาวสลวยพริ้วไปตามลม  

เพียงแว่บเดียวที่หันไปเห็นหน้าเธอขณะกำลังแซง .... โลกทั้งโลกราวจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ !

โอ...ช่างเหมือนกับกามนิตหนุ่มที่รำพึงถึงเมื่อเล่าความเรื่องราวหนหลังให้พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งทรงประทับสดับอยู่ ณ บ้านของกุมภการ ผู้มีอาชีพปั้นหม้อว่า เมื่อได้เห็นหน้านางวาสิฏฐีในครั้งแรกในสนามเดาะคลีนั้น ราวกับว่าโลกจะหยุดไปในทันที !

“เพียงพิศตะลึงงัน  หลั่นหล้าลงจ่อมจม

คลื่นสมุทรเคยระงม  พลันสงัดสงบเสียง

นภากระจ่างแจ้ง  กลับสิ้นแสงหมายประเดียง

สกุณาร่อนเรียงเรียง  หลงกลับรังว่าค่ำคืน”

 
มังกรดำ

….เขาชะลอรถเข้าข้างทาง เพื่อให้รถจักรยานคันนั้นแซงขึ้นไปแล้วขับตามไปในระยะที่ไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต สักประเดี๋ยวเดียวเด็กสาวเบี่ยงรถจักรยานชิดริมฟุตบาทก่อนจะจูงขึ้นไปจอดที่หน้าห้องแถวประตูไม้ซึ่งมีป้ายแผ่นขนาดไม่ใหญ่นัก มีข้อความบอกว่าเป็นโรงเรียนสอนพิมพ์ดีด เมื่อเหลียวหันมาดูเห็นว่าเธอเดินเข้าไปในห้องนั้นนั่นเอง ... 

หัวใจที่กำลังเต้นระรัวระส่ำประสาเด็กหนุ่มสั่งให้มือผ่อนคันเร่ง ใจนั้นร่ำๆ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยทำความรู้จัก มิเช่นนั้นโลกที่กำลังหยุดหมุนอยู่นั้นน่าจะต้องหยุดหมุนอีกตลอดไปเป็นแน่ . . .

แล้วฝนพรำก็เปลี่ยนเป็นโปรยหนาเม็ดขึ้น แต่ละอองหยาดน้ำฝนมิได้ดับให้ใจที่ร้อนรุ่มกระวนกระวายลงไปได้เลยแม้เพียงน้อย ทั้งเหมือนมิได้รู้สึกตัวว่าฝนที่ตกลงมานั้นเริ่มทำให้เปียกปอนมากขึ้น และรอยประทับพิมพ์ประพายใบหน้าราวเป็นวงเดือนนั้นเล่าทำให้มีอาการดั่งฟ้าแลบแปลบแปล๊บ จนมิอาจฝืนขับรถต่อไปอีกได้ 

และนั่นคือสาเหตุจากความปรารถนาอันร้อนรุ่มในหัวใจที่สั่งให้ขาทั้งสองข้างก้าวเข้ามาในห้องโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดแห่งนี้

 
มังกรดำ

“คือ..เอ้อ.. คือ คือว่า ผมจะมาสมัครเรียนพิมพ์ดีดครับ”

เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้งเบาๆ ด้วยความประหม่า“คะ ?” เด็กสาวผินหน้ามาเพียงนิดเดียว เหมือนได้ยินไม่ถนัด

“ผมมาสมัครเรียนพิมพ์ดีดครับ”

“อ๋อ ค่ะ รอแป๊บนะคะ ครูออกไปซื้อของใกล้ๆ ไม่นาน”

ตอบแล้วเธอก็หันไปสนใจกับแป้นพิมพ์ดีดอีกครั้ง เขาชะเง้อมองข้ามไหล่และผมสลวยยาวเคลียบ่าไปที่นิ้วขาวกลมกลึงเหมือนลำเทียนของมือสองข้างนั้น ดูเหมือนว่าเพราะการจรดจ้องมองอยู่เช่นนั้นเป็นการส่งกระแสจิตให้คล้ายกับรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองดูอยู่ เธอเอี้ยวตัวหันกลับมาครั้งนี้เขาได้เห็นใบหน้าเธอเต็มๆ ยิ่งทำให้ความประหม่ากลับมาออกอาการมากขึ้นเมื่อได้สบสายตากับดวงตากลมโตดำขลับอย่างตื่นตลึง 

“นั่งรอก่อนสิคะ”  น้ำเสียงเธอเบาลง มีท่าทีเขินอายเพราะเริ่มรู้ว่ากำลังถูกแอบมอง

 
มังกรดำ

“คือ ผมชื่อ ตฤณ”

เสียงหัวเราะกุ๊กกิ๊กสดใสราวเสียงมุกกระทบหยกตามมาเบาๆ ยิ่งทำให้เขาเขินหนักมากขึ้น  

“เอาไว้บอกชื่อกับครูนะ เราเป็นคนมาเรียนพิมพ์ดีดเหมือนกัน”

“เอ้อ ครับ ๆ” 

 
มังกรดำ

เริ่มต้นเขียนไป แก้ไขพล็อตเรื่องไป

วันนี้ได้บทสรุปพล็อตเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

กับฉากจบ

 
มังกรดำ

ตัวเดินเรื่อง ชือ ตฤณ กับ พิมพ์พลอย