อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รัฐต้องการปราบโดยจงใจ

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รัฐต้องการปราบโดยจงใจ

ธิดา ถาวรเศรษฐ : รัฐต้องการปราบโดยจงใจให้ม็อบชนม็อบ...หรือไม่?
.
ยูดีดีนิวส์ : 18 พ.ย. 63 ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้มีการทำเฟสบุ๊คไลฟ์ โดยประเด็นสำคัญที่สนทนากับท่านผู้ชมเป็นกรณีสืบเนื่องจากสถานการณ์การนัดชุมนุมของ “คณะราษฎร” หน้ารัฐสภา เกียกกายเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย อ.ธิดา ได้กล่าวว่า
.
วันนี้มาเฟสบุ๊คไลฟ์หลังสถานการณ์วันที่ 17 พ.ย. อันเนื่องมาจากปัญหาของการยื่นร่างฯ ขอแก้ไขรธน.ฉบับประชาชน สืบเนื่องมาจากการที่ภาคประชาชนพยายามที่จะใช้สิทธิของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศนี้ หนึ่งในข้อเรียกร้องจึงเป็นการขอแก้ไขรธน. และเป็นการยื่นร่างรธน.ฉบับประชาชนที่มีโอกาสเข้ารัฐสภาเป็นครั้งแรก เพราะของนปช.ทำมาสองรอบไม่ได้เข้ารัฐสภา บางทีก็อยู่ที่ลำดับ บางครั้งก็โหวตตกเลย
.
ดังนั้นส่วนภาคประชาชน “คณะราษฎร” เราจึงเห็นภาพเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่มีการไปรอรับฟัง ใครอาจจะตีความว่ากดดันหรือเปล่า? ก็มีทั้งสองข้างในการที่ไปให้กำลังใจ อีกด้านหนึ่งด้านมองด้านบวกก็ไปให้กำลังใจฝ่าย iLaw ที่เข้าไปพูดคุยในรัฐสภาเพื่อประกอบร่างฯ ที่นำเสนอเข้าไป แต่ฝ่ายที่ไม่พึงพอใจก็อาจจะมองว่าเป็นการกดดันก็ได้
.
แต่ก็ปรากฏว่ามีทั้งสองส่วนคือส่วนที่มีการเข้าไปให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและฝ่ายที่ไม่รับร่างแก้ไขรธน. พูดง่าย ๆ ว่าฝ่ายจารีตนิยมในรัฐสภาและนอกรัฐสภาก็แสดงบทบาทเมื่อวานนี้ และฝ่ายเสรีนิยมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจอยู่ที่ประชาชนแท้จริงทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภาก็แสดงบทบาท
.
เพราะฉะนั้นวันนี้ที่จะพูดก็คือว่า มันก็เปิดปรากฏการณ์ของการปราบปรามประชาชน ดิฉันมองว่าประเด็นที่เราจะพูดวันนี้ก็คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐตั้งใจปราบปรามประชาชน และก็มีการใช้ม็อบชนม็อบเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในการปราบปรามประชาชนหรือเปล่า?
.
ดิฉันในฐานะที่ผ่านการปราบปรามของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมายาวนานตั้งแต่ 14 ตุลา ผ่านวิธีคิดของฝ่ายความมั่นคงซึ่งมองเห็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเป็นปฏิปักษ์และเป็นศัตรูต่อความมั่นคงของประเทศนี้ ผ่านการปราบปรามทุกรูปแบบ และรูปแบบที่รุนแรงที่สุดในกรณีปี 53 ก็คือที่พูดว่าทำตามมาตรฐานสากลที่เถียงกันเวลานี้ ถ้าย้อนกลับไปในอดีตเรียกว่าไม่ต้องพูดมาก มาถึงก็เปรี้ยง ๆ ๆ เลย ไม่ต้องพูดถึงการใช้แก๊สน้ำตาหรืออะไรก็ตาม
.
แต่ว่าเมื่อมาถึงยุคนี้ ฝ่ายที่ต้องการต่อสู้ในระบบเพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยโดยการยื่นร่างรธน.เข้าไปในเวทีรัฐสภา และการรวมตัวกันเป็น “คณะราษฎร” จุดแข็งของเขาอยู่ที่เขาเป็นเยาวชน เขาเป็นปัญญาชนชนชั้นกลาง มีข้อเรียกร้องอย่างเป็นระบบ เป็นเอกภาพ เป็นขั้นตอนมาเป็นลำดับ อาจจะชอบหรือไม่ชอบข้อเรียกร้องของเขาบางข้อหรือทุกข้อ แต่ข้อแก้ไขรธน.นี้เป็นข้อที่อ่อนที่สุดในบรรดาข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
.
ตามความเชื่อของดิฉัน ดิฉันคิดว่าคนทั้งประเทศเห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 60 นี้ จะต้องถูกแก้ แก้มากแก้น้อยจะต้องถูกแก้ ต่อให้เป็นอำนาจนิยมหรือว่าเป็นว่าอนุรักษ์นิยมที่สุดก็ต้องยอมรับว่ามันต้องแก้ แต่จะแก้แค่ไหน
.
สำหรับความฝันของเยาวชนเขาต้องการแก้เพื่อที่จะให้เป็นตามมาตรฐานของค่าย เสรีประชาธิปไตย (ใช้คำว่า “ค่าย” เพราะไม่ได้มีประเทศเดียว) ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่ให้อำนาจเป็นของประชาชนไทยแท้จริง สำหรับฝั่งจารีตหรืออนุรักษ์นิยมอาจจะดูมากหรือล้นไปก็ตาม แต่ในทัศนะของดิฉันยังอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่เขาใช้คำว่า “ภายใต้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งอันที่จริงคำว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็มาเติมเอาทีหลัง (หลังจากรัฐประหาร 2490) สมัย 2475 ไม่ต้องเขียนว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้นเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นหมวดไหนพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรธน. ไม่ว่าจะเป็นของเสรีนิยมหรืออนุรักษ์นิยมก็มีการแก้ไขทุกมาตรามาเป็นลำดับ ไม่ได้มีการจำกัดว่ามาตราไหน ๆ การนำเสนอนี้ก็นำเสนอโดยเวทีฐสภา
.
ถ้าเวทีรัฐสภาสามารถเป็นทางออก นั่นก็คือรับร่างฯ ทุกร่างฯ แล้วก็มีเวลาแปรญัตติกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล แล้วทำให้ประเทศไทยดีเบตกันด้วยความรู้และใช้ข้อมูลทุกด้าน อันนี้มันเป็นทางบวก
.
เมื่อเวทีรัฐสภาไม่ใช่ทางออก นั่นก็คือฝ่ายจารีตนิยมตั้งป้อม กระทั่งข้อเสนอของกลุ่มเยาวชนที่ต่ำที่สุดคือแก้ไขรธน. ยังไม่ยอมรับ!
.
แล้วปรากฏการณ์ที่เห็นเมื่อวาน (17 พ.ย.) ก็คือ นอกจากออกมาพูดว่านี่เป็นร่างของเขยฝรั่งเศส ลูกอังกฤษ แล้วก็ไม่รู้ว่าพ่อเป็นอเมริกาด้วยหรือเปล่าอะไรประมาณนั้น ซึ่งเหลวไหล เลอะเทอะสิ้นดี
.
แล้วที่ดิฉันอยากจะพูดในช่วงนี้ที่เน้นก็คือ กระบวนการปราบปราม คือด้านหนึ่งเวทีรัฐสภาปัดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ (18 พ.ย.) อย่าไปแปลกใจถ้าสมมุติว่าไม่มีการรับร่าง iLaw คือถูกปัดตกไม่ต้องแปลกใจ เพราะว่าในเวทีรัฐสภาก็ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แสดงว่าเวทีรัฐสภาจะไม่ใช่ทางออกของประเทศ นอกจากไม่ใช่ทางออกแล้วยังมาปิดทางนอกรัฐสภา แล้วกระบวนการที่ทำ แน่นอน! ในฐานะที่เขาเป็นเยาวชน เป็นปัญญาชน ชนชั้นกลาง เขาใช้สันติวิธี นี่เป็นจุดแข็งของเขา
.
ดังนั้นฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายรัฐจารีตอำนาจนิยมจะปราบปรามเขาแบบปราบปรามคนเสื้อแดงก็คงทำไม่ได้ เพราะว่าถูกประณาม เพราะคนที่ถูกกระทำมีตั้งแต่เด็กอนุบาล เด็กประถม เด็กมัธยม ไล่มาจนถึงนักเรียนอาชีวะและนิสิต นักศึกษา เพราะฉะนั้นจุดแข็งที่เขาเป็นเยาวชนและไม่ได้มีการผูกพันกับพรรคการเมืองใด ไม่มีใครอยู่ในฐานะครอบงำ พลังของเขานำด้วยเนื้อหาอย่างเป็นเอกภาพ (เห็นด้วยกัน) เป็นพลังที่มีจำนวนมาก
.
ตอบได้เลยว่าในทัศนะดิฉัน 90% ของเยาวชนในมหาวิทยาลัย “เห็นด้วย” กับการเคลื่อนไหว อาจจะไม่เห็นด้วย 100% เหมือนคนเสื้อแดงบางคนให้สัมภาษณ์ว่าเห็นด้วย 2 ข้อ แต่นั่นคือด้านหลัก ข้อที่ 3 ก็คุยกันได้ถ้าคิดว่าเป็นทางสร้างสรรค์ก็โอเค นี่ยกตัวอย่าง
.
ดิฉันเชื่อว่าเยาวชนในรั้วมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนมัธยม 90%เขาอยากให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่สดใสสำหรับเขาในอนาคต ดังนั้นเขาจึงต้องการลงมือเปลี่ยนแปลง เพราะคนรุ่นก่อนรวมถึงรุ่นดิฉันยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้เขามีความหวังได้ว่าเขาและลูกหลานเขาจะอยู่ในประเทศที่ทำให้เขามีความสุข มีสิทธิเสรีภาพ มีความยุติธรรม และสามารถไปแข่งขันในเวทีโลกได้ เขามีความเชื่อมั่น ดังนั้นเขาต้องลงมือทำ นี่คือจุดแข็งของเขา ทั้งสันติวิธี ทั้งในฐานะเยาวชน
.
แต่สิ่งที่รัฐทำก็คือ ตั้งป้อมปราการแน่นหนาและใช้ความรุนแรงพอสมควร เพราะว่าแก๊สน้ำตาไม่ใช่ไม่รุนแรงนะคะ ขณะนี้ก็มีคนถูกกระสุน ซึ่งเรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากคนเสื้อเหลือง มาจากประชาชนที่มีความคิดไม่ตรงกัน หรือมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ อันนี้ดิฉันก็แฟร์พอที่จะให้เวลาพิสูจน์
.
ที่น่าเกลียดมากก็คือ ที่แยกเกียกกาย เมื่อตำรวจถอยไป (ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ ก็ถอยไป) ถ้าดูคลิปแล้วเห็นว่าฝั่งเสื้อเหลืองมาโจมตีฝั่งคณะราษฎร แล้วมีคนไปเห็นคลิปของสำนักข่าวบางสำนักที่ดูประหนึ่งว่ามีการ์ดไปรุมคนเสื้อเหลืองหนึ่งคน แต่ตามที่ดิฉันดูนั้นเขาอยู่ในลักษณะหมอบ ยังไม่ได้สามารถที่จะมีการใช้อาวุธ แต่ในฝั่งเสื้อเหลืองนั้นเห็นมีมีด เห็นก้อนอิฐที่ขว้างมาอย่างรุนแรง ส่วนปืนนั้นเรายังไม่ทราบ ต้องพิสูจน์กัน
.
ภาพเฉพาะมุมนี้ในเวลานั้นเห็นว่าตำรวจจงใจถอยไปแล้วให้ม็อบเสื้อเหลืองเข้ามา การที่เอาสังกะสีหรือเมทัลชีทมาบังตั้งแต่ต้นดิฉันก็มองแล้วว่ามันผิดปกติ ดังกับว่ามีอะไรที่จะต้องมาปิดบัง คุณมีลวดหนามหบเพลง มีแบริเออร์ มีรถตู้ รถเมล์ แต่ทำไมคุณต้องมีแผ่นอะไรมาปิดกั้น ซึ่งแผ่นที่มากั้นนั้นไม่ได้กั้นคนในการบุก แต่มันกั้นสายตาเพื่อไม่ให้มองเห็น อันนี้ก็เป็นการแสดงถึงการไม่บริสุทธิ์ใจ คือปกติมันต้องโปร่งใส คนเขาเห็นมีรถน้ำ โอเค เห็นเจ้าหน้าที่ มีอาวุธหรือไม่มันจะได้โชว์ได้ แล้วเอาคนเสื้อเหลืองมาก็เห็นได้เหมือนเมื่อตอนที่สนามหลวง เราก็เห็นเสื้อเหลืองที่เป็นหัวเกรียน เขาก็ตอบชัดว่าเป็นทหารแต่ใส่เสื้อเหลืองมา ตอนนั้นก็ทำให้เข้าใจได้แล้วว่าแทนที่จะเอาทหารแต่งเครื่องแบบ ก็เปลี่ยนเป็นทหารใส่เสื้อเหลือง แต่ครั้งนี้ดิฉันมองแล้วก็มวลชน ในทัศนะดิฉันนะ เพื่อทำลายความชอบธรรมของกลุ่มเยาวชนและคณะราษฎร ก็จงใจในการที่ให้มีม็อบให้ประชาชนกับประชาชนปะทะกัน อันนี้ก็เป็นวิธีการในการที่จะสร้างเป็นเหตุผลว่าที่ตีกันไม่ใช่ผมนะ แต่สร้างเป็นเงื่อนไขหรือเปล่า?
.
แล้วดิฉันก็ไม่รู้ว่าเมื่อสร้างเป็นเงื่อนไขมาก ๆ ขึ้น แล้วมาถึงตอนรอบกลางคืน (ที่มาจากถนนทหารตรงแยกเกียกกาย) มีการนำคนเจ็บซึ่งเข้าใจว่าถูกอาวุธปืนด้วยในเวลานั้นออกมาเป็นระยะ ๆ จำนวนมาก ตอนนั้นสองทุ่มกว่าใกล้สามทุ่ม เพราะว่าคนมากและการ์ดอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง ดิฉันก็ชมนะ เพราะว่าคำขวัญเขาก็คือ การ์ดมีหน้าที่ปกป้องประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ไปปะทะ เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ม็อบสามารถเคลื่อนตัวผ่านสิ่งกีดขวางได้อย่างปลอดภัย เพราะฉะนั้นสถานการณ์จึงไม่บานปลาย และข้อดีเมื่อแกนนำบอกให้ยุติ ก็คือสภาเลิก 4 ทุ่ม ก็เลิกตามสภา (ปกติเดิมเลิก 2 ยามหรือตี 1) ซึ่งก็ถูก เพราะไม่รู้จะพูดกับตึกหรืออะไร ขนาดคนยังฟังไม่รู้เรื่อง ตึกรัฐสภาที่สวยงามแพง ๆ ก็คงฟังไม่รู้เรื่องหรอก เพราะผู้คนที่อยู่ที่นั่นก็กลายเป็นประหนึ่งเทวดาที่ดูแลคัมภีร์เทวดา (รัฐธรรมนูญ 60) ไม่ยอมสูญเสีย เรียกว่านี่เป็นการปะทะระหว่างคนสองพวก และคัมภีร์ 2 คัมภีร์ ก็คือรัฐธรรมนูญ 60 กับการที่พยายามจะแก้ไขให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนและมาจากประชาชน
.
ยังดีที่เมื่อวาน (17 พ.ย.) ผ่านไปได้ทั้ง ๆ ที่มีการยั่วยุของพลังจารีต ของฝ่ายรัฐที่พยายามเพราะไม่รู้จะใช้วิธีไหน ใช้ความรุนแรงก็โดนสังคมโลกและสังคมในประเทศเล่นงาน เหมือนอย่างกรณีแยกปทุมวันรอบที่แล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยใช้วิธีเอา “ม็อบชนม็อบ” มาเป็นอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งเท่าที่พวกเขาคิดออกและทำมาอยู่เป็นประจำ
.
วันนี้ (18 พ.ย.) เราก็คงต้องดูอีกทีหนึ่งว่าเมื่อมีการบอกว่าจะเคลื่อนไปที่ราชประสงค์ ครั้งที่แล้วเขาก็ใช้กลยุทธ์ปิดเหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่ารัฐจะใช้กลยุทธ์อะไร แต่ดิฉันขอประณามว่าถ้ายังคิดจะใช้แบบ “ม็อบชนม็อบ” แบบที่เคยทำกับคนเสื้อแดง กรณีเอาคนเสื้อสีน้ำเงินมาตี คืออยู่ดี ๆ ตอนนั้นคนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือกับฝ่ายต่างประเทศในการประชุมอาเชียน มันจะไม่มีเรื่องเลยถ้าหากว่าไปยื่นแล้วก็กลับ พอเกิดมีคนเสื้อน้ำเงินมาตีก็มีเหตุ เที่ยวนี้ตั้งใจจะเอาคนเสื้อเหลืองมาเพื่อให้โกรธแล้วเป็นเหตุให้บุกรัฐสภา นี่ดีแต่ว่าพวกเขาไม่หลงกลและเขาไม่ได้ทำ
.
ดิฉันขอบอกมายังฝ่ายจารีตและฝ่ายความมั่นคงทั้งหลายว่าเลิกใช้วิธีนี้ เพราะสิ่งที่คุณทำมันทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ทำให้ผู้คนยิ่งแตกแยก แต่คุณจะมาทำให้ความชอบธรรมของเยาวชนลดลงโดยอ้างว่าไปตีกันเองแล้วคุณจะเข้ามาปราบปรามหรือมาดูแลทั้งสองข้าง ดิฉันว่าขอให้เลิก เพราะว่ากลุ่มเยาวชนเหลานี้เขาไม่อยากเล่นด้วย
.
และดิฉันก็ขอชมเชย “การ์ด” ของคณะราษฎร และ “อาชีวะ” ทั้งหลาย ที่เขาสามัคคีกันและใช้คำขวัญ “ปกป้องประชาชน” ไม่ใช้วิธี “ลุย” โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ และไม่หลงกล ก็เรียกร้องมายังฝั่ง “คณะราษฎร” ว่าทำดีต่อไปแล้วก็อย่าหลงกล เพราะฝ่ายจารีตจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำลายความชอบธรรมของเยาวชน จุดแข็งนี่รักษาเอาไว้ และต้องทำให้จุดแข็งมีมากยิ่งขึ้น
.
ส่วนจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนองที่ก้าวร้าว บุ่มบ่ามบ้างบางคน หรือหยาบคาย อันนี้ถ้าปรับปรุงได้ก็โอเค มันก็ไม่ได้มีปัญหาเพราะว่านั่นทำให้คนยอมรับได้มากขึ้น เพราะว่าพวกพลังอนุรักษ์นิยมส่วนหนึ่งเรื่องมาก มาจุกจิกว่าทำไมพูดไม่เพราะ พูดจาหยาบคาย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนที่เป็นจุดอ่อน ปรับได้ก็ปรับ! แต่หลักการในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประเทศที่มีการเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนจริงก็ยังเป็นความฝันที่ไม่ควรจะทิ้งไป
.
และรัฐธรรมนูญ 60 มันเป็นกติกาของเทวดาที่กว่าเขาจะได้มันยาก ดังนั้นเขาจะรักษาไว้อย่างสุดชีวิต เพราะเขาก็ย่ามใจที่เขาได้รับชัยชนะมาในช่วงทศวรรษกว่านี้อย่างมั่นคง คุณจะเห็นพวกสุดโต่งหัวดื้อทั้งหลายโวยวายอยู่ในเวทีรัฐสภา นั่นแหละใช่เลยทั้งหมด
.
มันก็ดีอย่างหนึ่งก็คือเป็นอะไรที่เปิดเผยให้ประชาชนรู้ทั้งหมด ก็ดูกันต่อไปนะคะ แต่ดิฉันคิดว่ายุคสมัยมันเปลี่ยน ถ้าหากว่ากลุ่มสุดโต่งนี้ยังดื้อดึงและคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศ ดิฉันก็ไม่รู้ว่าสติและปัญญาจะมีอยู่บ้างหรือเปล่าในการที่จะเลือกทำการในสิ่งที่ผลดี ยกตัวอย่างเช่น แค่ข้อเดียว แก้ไขรัฐธรรมนูญ คุณยังไม่ยอม! ถ้าเป็นอย่างนี้เยาวชนก็ไม่มีความหวัง
.
ดังที่ดิฉันเคยพูดว่า คุณจะให้เขา “ปฏิรูป” หรือคุณจะให้เขา “ปฏิวัติ” ดิฉันไม่อยากเห็นอย่างหลัง ยังอยากเห็นการปฏิรูป แต่เป็นปฏิรูปจริง ๆ ไม่ใช่ปฏิรูปปลอม ๆ แบบที่ กปปส. อ้างเป็นเงื่อนไขในการล้มรัฐบาลชุดก่อน
.
สุดท้าย ในวันที่ 19 พ.ย. แกนนำก็ต้องไปศาล ส่วนวันที่ 23 พ.ย. เราก็ต้องไปที่ศาลพัทยา นี่คือชะตากรรมของแกนนำรุ่นก่อนซึ่งผ่านมาสิบกว่าปีเราก็ต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้ แต่หัวใจเราก็เป็นกำลังใจให้กับเยาวชนและแกนนำรุ่นใหม่เสมอค่ะ อ.ธิดากล่าวในที่สุด.

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1

2 ความเห็น

 
ICT

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
3 ส

รัฐอำมหิต

โกรธแล้ว

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0