เมื่อฮ่องเต้พิโรธ

เมื่อฮ่องเต้พิโรธ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3502633359831343&id=10000254...

 

Pipop Udorn

เมื่อฮ่องเต้พิโรธ ทำให้ประเทศอื่นติฉินนินทา

เมื่อวานมีโอกาสไปถวายเช้าสมเด็จ ท่านทักว่าหายไปหลายเดือน แล้วก็เมตตาสอนธรรมให้เช่นทุกคราว เรื่องที่ท่านเล่าครั้งนี้เป็นนิทานจากจีน

วันหนึ่งฮ่องเต้เสด็จประพาสป่าเพื่อไปต่อนกพร้อมพรานและบัณฑิต เมื่อจับนกได้ก็ให้พรานเป็นผู้ถือไว้ ปรากฎว่าพรานพลั้งพลาดทำนกตัวโปรดที่จับได้หลุดมือบินหนีไป ฮ่องเต้ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า และมีสถานะเสมือนเจ้าชีวิตทรงพิโรธมาก จึงสั่งให้ประหารชีวิตพรานโทษฐานที่ทำให้สูญเสียนกตัวโปรด

บัณฑิตกราบทูลฮ่องเต้ว่าพรานที่ทำนกหลุดย่อมมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตแน่ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะที่จริงพรานทำความผิดถึง 3 ข้อ คือ 1) ทำนกหลุดบินหนีไป 2) ทำให้ฮ่องเต้มีโทสะ 3) ทำให้ประเทศอื่นที่เมื่อทราบข่าวประหารนี้ก็จะติฉินนินทาฮ่องเต้ว่ามีโทสะจากการที่นกหลุดมือบินหนีแล้วสั่งประหารชีวิตคน

ฮ่องเต้ฟังแล้วได้คิด จึงให้ยกเลิกคำสั่งประหารชีวิตพรานผู้นั้น

เมื่อผมฟังจบก็อดอุทานออกมาไม่ได้ว่า สมเป็นบัณฑิตจริง ๆ สมเด็จถามว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร ผมตอบว่าเรื่องอำนาจ ท่านยิ้มๆแล้วส่ายหน้า เรื่องโทสะ ท่านก็ยังยิ้มๆแล้วก็ส่ายหน้า ทำเอาผมหัวเราะแล้วกราบท่านว่ายังคงเป็นดร.โง่คนเดิม

สมเด็จท่านสอนว่า แก่นหลักของพุทธศาสนาคือ
“สอนให้รู้จักมองตัวเอง อย่ามัวแต่มองคนอื่น โทษคนอื่น”
เพราะถ้าฮ่องเต้ไม่ไปต่อนกเพื่อหวังจับนกตั้งแต่แรก ก็ไม่มีนกที่จะบินหนีไป
เพราะต่อให้นกบินหนีไป แต่ฮ่องเต้ไม่เสียดาย ควบคุมอารมณ์ได้ ก็จะไม่มีโทสะ
เพราะต่อให้มีโทสะ แต่ฮ่องเต้ไม่ปล่อยให้โทสะครอบงำจนนำไปสู่คำสั่งประหาร ก็จะไม่มีประเทศใดติฉินนินทาได้ว่า “ฮ่องเต้เห็นนกสำคัญกว่าชีวิตคน”

ทั้งหมดนี้อยู่ที่ตัวฮ่องเต้ทั้งนั้น เพราะต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่ “พรานทำนกหลุด” หากแต่เป็น “ฮ่องเต้ไปจับนก” เพราะนกก็อยู่ของมันตามธรรมชาติ เมื่อมีคนไปจับมากักขัง นกก็ต้องอยากหนีกลับไปสู่ธรรมชาติตามเดิมเป็นธรรมดา ดังนั้น การสืบสาวราวเรื่องใด ๆ จึงต้องไปให้ถึงต้นตอที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่แค่เพียงครึ่งๆกลางๆเพราะจะทำให้เข้าใจผิด สรุปผิด ตัดสินใจผิด และไม่สามารถแก้ไข “ความไม่รู้” หรือ “อวิชชา” อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทุกอย่างในโลกได้

สิ่งที่บัณฑิตพูดแม้ฟังดูเหมือนจะพูดถึงเฉพาะความผิดของพราน แต่นัยยะกลับเป็นการเตือนสติฮ่องเต้ให้ตระหนักถึงสิ่งที่ฮ่องเต้จะกระทำ และผลลัพธ์ที่จะตามมาได้อย่างแยบยล อีกทั้งเป็นการเตือนเราทุกคนให้ “มองให้ลึกกว่าที่เห็น ฟังให้ลึกกว่าที่ได้ยิน” อย่ามองอะไรแค่ผิวเผิน อย่าฟังอะไรเพียงแค่ลมผ่านหู และทำให้ผมนึกถึงคำโบราณที่แนะนำไว้ว่า “ผู้มีอำนาจทั้งหลายพึงมีบัณฑิตอยู่ข้างกาย”

สมเด็จยังเมตตาจดกลอนให้ไว้ใช้เตือนสติเราให้ “มองตนเองเสมอ” อีกสองบท โดยบอกให้ผมอ่านออกเสียงดังๆเพื่อให้ทุกคนที่มาร่วมถวายภัตตาหารเช้าได้ฟังไปพร้อม ๆ กัน ดังนี้

บทแรก ว่าด้วยข้อคิด “การพูด/การสื่อสารกับคนอื่น”
“พูดไปเขาไม่รู้ กลับขู่เขา
ว่าโง่เง่างมเงอะ เฟอะหนักหนา
ตัวของตัวทำไม ไม่โกรธา
ว่าพูดจาให้เขา ไม่เข้าใจ”

บทที่สอง ว่าด้วยข้อเตือนใจไม่ให้มอง “ตนเองสูงส่ง คนอื่นต่ำต้อย”
“โทษผู้อื่นแลเห็น เป็นภูเขา
โทษของเรามองเห็น เท่าเส้นผม
ตดคนอื่นเหม็นเบื่อ เราเหลือทน
ตดของตนถึงเหม็น ไม่เป็นไร”

วรรคสุดท้ายทำเอาผมหัวเราะออกมาเสียงดังในระหว่างอ่านเลยทีเดียว (ท่านบอกที่มาของบทกลอนว่า ผู้แต่งคือ พระศาสนโศภน (แจ่ม จตฺตสลฺโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ขอบคุณ Ratchai Sirisuwanjinda ครับ) หลังท่านฉันภัตตาหารเช้าเสร็จสิ้น สมเด็จก็ยังเมตตาสอนต่อให้อีกหลายเรื่อง เช่น ร่างกายเป็นรังของโรค เพื่อนสนิท 3 คนที่ไม่เคยหนีหายไปจากเรา คาถาวิเศษ 2 คำที่ให้เขียนติดไว้บนหัวนอนและที่ต่างๆ บุญกริยาวัตถุ 3 และ 10 และหลักปฏิจจสมุปบาทที่ท่านย่นย่อให้เหลือเพียง อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน เป็นต้น แต่เอาไว้เป็นเรื่องเล่าของโพสต์ต่อไป ขอจบด้วยสรุปบทเรียนหลักของวันนี้ “หมั่นสอบสวน ติเตียน และแก้ไขตนเองอยู่เสมอ ๆ” นะครับ

ดร.โง่

ขอบคุณภาพบรรยากาศจากน้อง Ratchai Sirisuwanjinda ครับ

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2

5 ความเห็น

 
ชาติอนุรักษ์

ขอบคุณที่เอาเรื่องดี ๆ มาให้อ่านอยู่เสมอ

คำสอนตอนจบของพระองค์นั้น ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า "อัตตนา โจทยัตตานัง" = จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดของตนไว้เสมอ ๆ

  • รัก
    6
  • ฮ่าฮ่า
    5
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    1
 
3 ส

ยกนิ้ว เยี่ยมมาก

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    4
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    2
 
ICT

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    5
 
ICT

https://www.facebook.com/100000133091429/posts/4072937606053969/

 

ฟ้าเดียวกัน

บันได 4 ขั้น แปลงทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นสมบัติของ ในหลวง ร. 10
กรณีศึกษา
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
https://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=scb
SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
https://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=scc

6 เมษายน 2560 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560

28 เมษายน 2560 ประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560

14 กรกฎาคม 2561 ยกเลิกกฎหมายฉบับเดิม เปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561

16 มิถุนายน 2561 โอนหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมดของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เป็นสมบัติของ ในหลวง ร. 10

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    3
 
ชาติอนุรักษ์

วันนี้ ส.ศิวลักษณ์ ได้มาพูดในม๊อบด้วย...... เรื่อง 112

อยากให้เด็ก ๆ ไปปรึกษาท่าน เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินส่วนฯ น่าจะได้ความรู้มากขึ้น

  • รัก
    3
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    4